ค้ามมนุษย์ได้มีการเกิดคลื่นทุกที่ทุกเวลา

“ตอนผมอายุ 9 ขวบ มีคนมาแนะนำแม่ว่า ‘เมืองไทยมีงานให้ทำ ถ้าไปแล้วจะได้เรียนด้วย’ แม่เลยส่งผมข้ามจากฝั่งพม่ามาประเทศไทย ผมไปบ้านของลุงก่อน แล้วมีคนมารับไปอีกบ้าน สิ่งที่ผมรับรู้คือ เราจะไปทำงานแล้วได้เรียนด้วย เวลาผ่านไปสองสามวันก็มีรถตู้มารับ บนรถมีเด็กผู้ชายอีกสองคน พวกเราได้น้ำส้มคนละขวด กินไปสักพักก็เริ่มง่วงแล้วหลับ รู้ตัวอีกทีมาอยู่ที่บ้านพักแห่งหนึ่ง มารู้ตอนหลังว่าอยู่แถวนนทบุรี พอเข้าไปในบ้าน คนที่นั่นพูดว่า ‘มาอยู่ที่นี่ต้องทำงานนะ ต้องออกไปขายดอกไม้ที่ถนนข้าวสาร’ ในใจผมคิดแค่ว่า ทำงานแล้วแม่ได้เงิน ผมเองก็ได้เรียน ความรู้สึกคือดีใจด้วยซ้ำ

“วันแรกที่ขายดอกกุหลาบที่ถนนข้าวสาร ผมต้องถือกระดาษที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษไว้ด้วย ไม่รู้เขียนว่าอะไร แต่พอนักท่องเที่ยวมาอ่านแล้วก็ช่วยซื้อ วันนั้นขายหมด 50 ดอกเลย คนเฝ้าก็พาผมกลับบ้าน พอตื่นเช้ามาก็ต้องเตรียมดอกไม้ไปขาย ผมได้กินข้าววันละมื้อตอนบ่ายสาม ออกไปขายตั้งแต่เย็นจนถึงดึก วันไหนขายหมดก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่วันไหนขายไม่หมดจะโดนด่าหรือโดนตีตามจำนวนที่เหลือ ผมรู้แล้วว่าการขายไม่หมดจะโดนทำโทษ ผมอยากขายให้หมด บางครั้งเจอคนต่อราคาก็ลดให้ พอเงินไม่ครบก็โดนตีอีก ผมเริ่มรู้สึกแล้วว่า ที่นี่ไม่ได้ดีอย่างที่คิด ไม่ได้เรียนอย่างที่บอกไว้ด้วย ผมคงถูกขายมาแล้วล่ะ

“ผมอดทนอยู่ประมาณสองปีก็ตัดสินใจหนีครั้งแรก แต่ครั้งนั้นคนเฝ้าจับได้ เขาพากลับบ้านทันที ผมโดนตีหนักมาก ตีที่หัว ที่หน้าอก ที่ท้อง ผมไม่อยากโดนแบบนั้นอีกเลยบอกตัวเองว่า เราตั้งใจทำงาน ระหว่างนั้นก็ฝึกภาษาไทยไปด้วย พวกเขาคงคิดว่าไม่กล้าหนีแล้ว เวลาผ่านไปสักระยะ คนเฝ้าพาเด็กคนอื่นไปอีกที่ เหลือผมอยู่ถนนข้าวสารคนเดียว งั้นต้องวันนี้แล้วล่ะ ผมเข้าไปในเซเว่น ถามพี่พนักงานว่า ‘พี่ครับ ผมอยากกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัด ขึ้นแท็กซี่ไปได้ไหม’ เขาบอกว่า ‘ไม่ได้ ต้องไปหมอชิตก่อน’ ผมออกมาเจอตำรวจ เขาก็ช่วยโบกแท็กซี่ให้ไปส่งที่หมอชิต ผมขึ้นรถทัวร์มาถึงตัวจังหวัดตอนเช้า นั่งรถตู้ต่อไปถึงตลาดใกล้บ้าน ผมจำได้แค่ว่า บ้านของลุงอยู่ใกล้กับโรงเรียนแห่งหนึ่ง คนแถวๆ นั้นมาถามแล้วช่วยกันพาไปเจอลุงจนได้

“ผมดีใจมากที่เจอลุง ความรู้สึกคือ เรารอดแล้ว! พอเล่าให้ฟังว่าเจออะไรมาบ้าง เปิดแผลตามร่างกายให้ดู ลุงก็บอกว่า ต้องไปแจ้งตำรวจ ตอนนั้นมีคนแนะนำให้ไปแจ้งมูลนิธิฯ ให้ช่วย พอไปแจ้ง ผมเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง พี่ที่มูลนิธิฯ เป็นคนพาไปแจ้งที่สถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการตามขั้นตอนไป เวลาผ่านไปสักสองเดือน ผมถูกพาไปอยู่ที่บ้านพักเด็ก แล้วหลังจากนั้นสักระยะ ตำรวจก็มาพาผมไปยังที่เกิดเหตุที่บ้านพักแถวนนทบุรี ปกติแล้วบ้านนั้นมีผู้ใหญ่หลายคน วันนั้นตำรวจจับคนกระทำผิดได้บางคน แต่บางคนก็หนีไปได้

“หลังจากคนกระทำผิดถูกจับขึ้นรถ ผมต้องลงมาเพื่อตอบคำถามว่า นอนตรงไหน ไม้อันไหนที่ใช้ตี ทำดอกไม้ยังไง ฯลฯ ผมเล่าได้ทั้งหมด แต่ในใจก็กลัวว่า คนกระทำผิดจะกลับมาทำร้ายหรือเปล่า พอเสร็จทุกอย่างแล้ว ผมถูกพากลับมาที่บ้านพักเด็ก แล้วอีกสองสามวันก็ถูกพาไปสถานคุ้มครองอีกจังหวัดหนึ่ง ผมไม่เข้าว่าทำไมต้องมาที่นี่ แม่ (เป็นคำที่เด็กใช้เรียกเจ้าหน้าที่) ก็บอกว่า ‘เด็กมาอยู่ที่นี่เพื่อคุ้มครองไม่ให้ผู้ต้องหามาทำร้าย’ ทุกคนที่นั่นดูแลผมเป็นอย่างดี แม่มาถามว่า ‘อยากเรียนหนังสือไหม’ ผมตอบว่า ‘อยากเรียน’ ที่มาเมืองไทยก็เพราะอยากเรียนหนังสือ เขาพาผมไปเข้าโรงเรียนที่เรียนร่วมกับคนไทย ผมชอบเรียนหนังสือมาก ชอบวิชาสังคมและภาษาไทย ช่วงนั้นผมได้เข้าร่วมวงโยธวาทิตด้วย

“ผมต้องไปศาลอีกสองครั้ง บางครั้งต้องเห็นคนกระทำผิด แม้ว่าเห็นผ่านจอก็ตาม แต่ผมกลัวมาก กลัวจนพูดไม่ออก นึกถึงเหตุการณ์ที่เขาเคยทำร้าย ผมต้องเล่าเรื่องเดิมๆ ต้องตอบคำถามเดิมๆ อีกหลายครั้ง สิ่งที่ผมบอกตัวเองคือ การเล่าคงช่วยเราและเด็กคนอื่น เจ้าหน้าที่ได้รับรู้ปัญหาเพื่อเอาไปจัดการคนกระทำผิด สุดท้ายแล้วคนกระทำผิดติดคุก 12 ปี (ศาลตัดสินให้คนกระทำผิดจ่ายค่าชดเชย แต่สุดท้ายเขาไม่มีเงินมาจ่าย) มุมหนึ่งผมไม่ค่อยสบายใจ เพราะเขาก็มีลูก แต่อีกมุมก็คือความยุติธรรม เพื่อให้เด็กคนอื่นไม่ต้องเจอแบบเดียวกับผม และการติดคุกอาจทำให้เขาสำนึกผิดก็ได้

“หลังจากคดีสิ้นสุดลง ผมบอกเจ้าหน้าที่ว่า ‘ผมอยากอยู่บ้านที่ฝั่งไทยต่อ’ เพราะญาติๆ อยู่กันหลายคน แต่เขาบอกว่า ‘เราต้องพากลับไปส่งพม่าก่อน เพราะตอนนั้นเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย’ ผมถูกพาข้ามแม่น้ำไปฝั่งพม่า ก่อนจะมีพี่มาพาข้ามกลับมาเมืองไทยอีกครั้ง ผมมาอยู่กับบ้านญาติที่ไทย ตอนนี้เรียน กศน. อยู่ชั้น ม.ต้น เมื่อก่อนเรียนอาทิตย์ละวัน แต่พอมีโควิดก็เปลี่ยนมาเรียนทางออนไลน์ ผมชอบเรียนหนังสือมาก อยากเป็นทนายความ อยากทำให้สังคมเกิดความยุติธรรม ไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับเด็กคนไหนอีกแล้ว แต่พอรู้ว่าไม่ใช่คนไทยทำอาชีพนี้ไม่ได้ ผมเลยต้องมองทางอื่นไว้ด้วย

“ระหว่างกระบวนการยุติธรรม ผมกลัวมาก พอเวลาผ่านมาหลายปี ผมกล้าเล่าถึงเหตุการณ์ ปู่ของผมที่เสียชีวิตแล้วเคยพูดว่า ‘ถ้าเรากลัว เราจะตายสองรอบ ถ้าเราไม่กลัว เราจะตายแค่ครั้งเดียว’ ปู่เป็นนักมวย เขาเป็นเหมือนพ่อคนที่สอง คอยสอนว่า อย่าทำสิ่งไม่ดี ถ้าเจอคนกำลังลำบากก็ต้องช่วยเหลือ ปู่สอนมวยให้ผม พร้อมกับสอนด้วยว่า ‘อย่าทำคนที่สู้ไม่ได้ ให้ใช้มวยช่วยเหลือคนอื่น’ เวลาผมทะเลาะกับน้อง ปู่ก็สอนว่า ‘พี่น้องเป็นสายเลือดเดียวกัน อย่าต่อยอย่าตีกัน’ เขายกโทษให้ผมทุกครั้งเลย ผมก็บอกน้องชายตลอดว่า อย่าเชื่อใจคนที่ไม่รู้จัก เราไม่รู้ว่าคนไหนจิตใจดี คนไหนจิตใจร้าย บอกน้องเหมือนที่ปู่เคยสอนด้วยว่า ถ้าเจอคนกำลังลำบากก็ต้องช่วยเหลือ”

[1/2]



#มนุษย์กรุงเทพฯxมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาxSavetheChildren

มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF) เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายแก่แรงงานข้ามชาติ หนึ่งในโครงการของมูลนิธิฯ เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน คือการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้เสียหายในคดีค้ามนุษย์ทั้งที่เป็นเด็กและผู้ใหญ่ ตั้งแต่คดีเริ่มต้นจนคดีสิ้นสุดลง

ติดตามการทำงานของ HRDF ได้ที่ Human Rights and Development Foundation

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s